แฟนบอลญี่ปุ่นชวนเจ้าถิ่นเก็บขยะหลังเกม
แฟนบอลทีมชาติญี่ปุ่นยังคงสร้างภาพจำที่น่าประทับใจบนเวทีฟุตบอลโลกอีกครั้ง หลังร่วมกันเก็บขยะบนอัฒจันทร์ทันทีเมื่อจบเกมรอบแบ่งกลุ่มนัดสุดท้ายที่เสมอกับสวีเดน 1-1 พร้อมคว้าตั๋วผ่านเข้าสู่รอบน็อกเอาต์ในฐานะรองแชมป์กลุ่มเอฟ เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นที่สนามเอทีแอนด์ที สเตเดียม เมืองดัลลัส โดยครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงกองเชียร์ชาวญี่ปุ่นเท่านั้นที่ลงมือทำความสะอาด แต่ยังมีแฟนบอลเจ้าถิ่นและแฟนบอลจากประเทศอื่นร่วมช่วยเก็บขยะด้วย หลังได้รับแรงบันดาลใจจากพฤติกรรมอันน่าชื่นชมของแฟนบอลแดนปลาดิบ จนกลายเป็นอีกหนึ่งเรื่องราวที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา การเก็บขยะหลังจบการแข่งขันกลายเป็นเอกลักษณ์ของแฟนบอลญี่ปุ่น โดยพวกเขาจะนำถุงพลาสติกสีน้ำเงินที่มีข้อความ "Japan Pride" เข้ามาในสนาม ใช้เป็นอุปกรณ์เชียร์ก่อนการแข่งขัน และเมื่อเสียงนกหวีดสุดท้ายดังขึ้น ถุงเหล่านั้นก็ถูกนำมาใช้เก็บขยะรอบอัฒจันทร์ก่อนนำไปทิ้งในจุดที่กำหนด ครั้งนี้ เอทาน ปอดเกตซ์ แฟนบอลชาวเม็กซิกันที่อาศัยอยู่ในดัลลัส เปิดเผยว่าเขาตัดสินใจเข้ามาช่วยทันที เพราะรู้สึกประทับใจทั้งบรรยากาศการเชียร์และความมีระเบียบของแฟนบอลญี่ปุ่นที่ส่งเสียงเชียร์ตลอดทั้งเกมโดยไม่หยุดพัก
นอกจากแฟนบอลทั่วไปแล้ว ยังมีบุคคลมีชื่อเสียงอย่าง เจมิส วินสตัน ควอเตอร์แบ็กชื่อดังจากศึกอเมริกันฟุตบอล ที่สวมเสื้อทีมชาติญี่ปุ่นและร่วมกิจกรรมเก็บขยะด้วยเช่นกัน ธรรมเนียมนี้เริ่มต้นมาตั้งแต่ฟุตบอลโลกปี 1998 ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ญี่ปุ่นผ่านเข้าสู่รอบสุดท้าย ก่อนจะปฏิบัติอย่างต่อเนื่องในทุกทัวร์นาเมนต์ ไม่ว่าจะเป็นฟุตบอลโลกที่รัสเซียในปี 2018 หรือที่กาตาร์ในปี 2022 รวมถึงเกมอุ่นเครื่องหลายรายการ โดยแม้แต่นักเตะทีมชาติญี่ปุ่นเองก็เคยได้รับคำชื่นชมจากการทำความสะอาดห้องแต่งตัว พร้อมทิ้งนกกระเรียนกระดาษและข้อความขอบคุณเจ้าภาพไว้เป็นที่ระลึก
ศาสตราจารย์ด้านสังคมวิทยาจากมหาวิทยาลัยโอซาก้าเคยอธิบายว่า พฤติกรรมดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในวงการฟุตบอล แต่เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมญี่ปุ่นที่ปลูกฝังมาตั้งแต่วัยเด็ก เด็กนักเรียนทุกคนจะได้รับหน้าที่ทำความสะอาดห้องเรียนและพื้นที่ส่วนรวม จนกลายเป็นนิสัยติดตัวเมื่อเติบโต แม้ในประเทศจะมีทั้งเสียงชื่นชมและเสียงวิจารณ์ต่อธรรมเนียมนี้ แต่ภาพที่แฟนบอลญี่ปุ่นช่วยกันดูแลความสะอาดก็ยังได้รับการยอมรับจากทั่วโลก สำหรับภารกิจต่อไป ญี่ปุ่นมีคิวพบกับบราซิลในรอบ 32 ทีมสุดท้าย โดยหวังสร้างประวัติศาสตร์ผ่านเข้าสู่รอบลึกของฟุตบอลโลกให้ได้เป็นครั้งแรก พร้อมกับแสดงให้โลกเห็นอีกครั้งว่าพวกเขาไม่ได้เป็นแบบอย่างเฉพาะในสนามแข่งขัน แต่ยังเป็นแบบอย่างนอกสนามอีกด้วย