Aguerooooo! 93:20 ช่วงเวลาที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์ฟุตบอลไปตลอดกาล

Aguerooooo! 93:20 ช่วงเวลาที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์ฟุตบอลไปตลอดกาล
ดู 50 ครั้ง 50

Aguerooooo! 93:20 ช่วงเวลาที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์ฟุตบอลไปตลอดกาล

44 ปีแห่งการรอคอยของสโมสรที่ถูกลืม

ก่อนจะถึงวันนั้น แมนเชสเตอร์ ซิตี้ คือสโมสรที่เต็มไปด้วยแผลเป็นทางประวัติศาสตร์ พวกเขาไม่เคยคว้าแชมป์ลีกสูงสุดของอังกฤษมาตั้งแต่ปี 1968 ซึ่งเป็นยุคก่อนจะมีคำว่า “พรีเมียร์ลีก” เสียอีก

ซิตี้เคยตกต่ำถึงขั้นหล่นไปเล่นใน ดิวิชั่น 3 ปี 1998 ต้องใช้เวลานานกว่าจะกลับมายืนบนเวทีสูงสุด และตลอดหลายทศวรรษ พวกเขาอยู่ภายใต้เงาของเพื่อนบ้านร่วมเมืองอย่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จนถูกเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เรียกว่า
“เพื่อนบ้านที่ส่งเสียงดัง” อย่างประชดประชัน


การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ และฤดูกาลแห่งความหวัง

ทุกอย่างเริ่มเปลี่ยนในปี 2008 เมื่อ เชค มานซูร์ เข้าซื้อสโมสร เงินลงทุนมหาศาลหลั่งไหลเข้ามา นักเตะระดับโลกทยอยสวมเสื้อสีฟ้า
แต่ความสำเร็จยังไม่มาในทันที จนกระทั่งฤดูกาล 2011/12 ฤดูกาลที่พรีเมียร์ลีกกลายเป็นการแข่งขันที่สูสีและโหดที่สุดในประวัติศาสตร์

ก่อนนัดสุดท้าย แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มี 89 คะแนนเท่ากัน สิ่งเดียวที่ต่างคือ ผลต่างประตูได้เสีย
ซิตี้นำยูไนเต็ดอยู่ 7 ประตู

สมการชัดเจน

  • ถ้าซิตี้ชนะ = แชมป์

  • ถ้าซิตี้แพ้ และยูไนเต็ดชนะ = แชมป์จะเปลี่ยนมือ


90 นาทีที่แฟนบอลไม่กล้าหายใจ

คู่ชี้ชะตา:

  • แมนฯ ซิตี้ พบ ควีนส์ ปาร์ค เรนเจอร์ส (ทีมหนีตกชั้น)

  • แมนฯ ยูไนเต็ด พบ ซันเดอร์แลนด์

ครึ่งแรกที่เอติฮัด สเตเดี้ยม ทุกอย่างดูเป็นใจ ปาโบล ซาบาเลต้า ยิงให้ซิตี้นำ 1-0 ในนาทีที่ 39 เสียงเชียร์เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความหวัง แฟนบอลเริ่มฝันถึงถ้วยแชมป์ แต่ครึ่งหลัง ฟุตบอลแสดงด้านที่โหดร้ายที่สุดออกมา

นาทีที่ 48 โจอี้ บาร์ตัน ของ QPR ถูกไล่ออกจากสนาม สถานการณ์ควรจะง่ายขึ้นสำหรับซิตี้ แต่กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของฝันร้าย

นาทีที่ 48 จิบริล ซิสเซ่ ยิงตีเสมอ 1-1

นาทีที่ 66 เจมี่ แม็คกี้ โหม่งให้ QPR แซงนำ 2-1 สนามทั้งสนามตกอยู่ในความเงียบงัน

ในเวลาเดียวกัน ข่าวร้ายจากโอลด์ แทรฟฟอร์ดดังขึ้น แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด นำซันเดอร์แลนด์ 1-0 นั่นหมายความว่า…
ซิตี้ต้องยิงให้ได้อีก 2 ประตู

Aguerooooo! 93:20 ช่วงเวลาที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์ฟุตบอลไปตลอดกาล

ช่วงเวลาที่ฟุตบอลหยุดหายใจ

เข้าสู่ช่วงทดเวลาบาดเจ็บ 5 นาที ความหวังเริ่มเลือนราง

นาทีที่ 90+2 เอดิน เซโก้ โหม่งประตูตีเสมอ 2-2 เอติฮัดระเบิดเสียงเฮอีกครั้ง แต่เวลายังเดินต่อไปอย่างโหดร้าย

ทุกคนรู้… ต้องการอีก 1 ประตู


93:20 วินาทีที่เปลี่ยนทุกอย่าง

นาทีที่ 93:20

ไนเจล เดอ ยอง โหม่งบอลมาให้ มาริโอ บาโลเตลลี่ พยายามเอาบอลให้อยู่ บอลไหลมาถึง เซร์คิโอ อเกวโร่

กองหน้าชาวอาร์เจนไตน์แตะหลบกองหลังหนึ่งจังหวะ ก่อนซัดด้วย เท้าขวา เข้ามุมไกลอย่างเด็ดขาด

ประตู! 3-2!

มาร์ติน ไทเลอร์ ตะโกนสุดเสียง

“Aguerooooo! I swear you’ll never see anything like this ever again!”


ภาพจำที่โลกไม่เคยลืม

  • แฟนบอลซิตี้ล้มทั้งยืน ร้องไห้ กอดกันโดยไม่รู้จักกัน

  • โรแบร์โต มันชินี่ วิ่งลงสนามอย่างไม่สนภาพลักษณ์

  • นักเตะกองทับซ้อนกันกลางสนาม

เหลือเวลาเพียง 14 วินาที ก่อนเสียงนกหวีดสุดท้าย

ที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด แฟนบอลยูไนเต็ดซึ่งกำลังฉลองชัยชนะ 1-0 ต้องเงียบงันเมื่อสกอร์จากแมนเชสเตอร์ปรากฏบนจอ ความหวังแชมป์พังทลายลงตรงหน้า


บทสรุปของวันประวัติศาสตร์

ผลการแข่งขัน:
แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 3-2 ควีนส์ ปาร์ค เรนเจอร์ส
ผู้ชม 47,435 คน

ตารางคะแนนสุดท้าย:

  • แมนฯ ซิตี้: 89 คะแนน (+64)

  • แมนฯ ยูไนเต็ด: 89 คะแนน (+56)

ซิตี้คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร และเป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่ที่พวกเขากลายเป็นมหาอำนาจลูกหนัง
คว้าแชมป์ลีกอีกหลายสมัย และยืนอยู่แถวหน้าของยุโรป


มรดกของ 93:20

สำหรับ เซร์คิโอ อเกวโร่ ประตูนี้ทำให้เขากลายเป็นตำนานทันที ยิงรวม 260 ประตู ให้สโมสร มากที่สุดตลอดกาล มีรูปปั้นตั้งอยู่หน้าเอติฮัด สเตเดี้ยม และชื่อของเขาจะถูกเล่าขานตลอดไป

ตัวเลข 93:20 ไม่ใช่แค่เวลา แต่มันคือสัญลักษณ์ของความหวัง คือบทพิสูจน์ว่าในฟุตบอล
“มันยังไม่จบ…จนกว่าจะจบจริง ๆ”

และนั่นคือเหตุผล ว่าทำไมเราถึงรักเกมลูกกลม ๆ เกมนี้

อ่านเพิ่มเติม