เอ็นโกโล่ ก็องเต้: เครื่องจักรกลางสนามผู้พิชิตทุกแชมป์ด้วย "รอยยิ้ม" และ "ความถ่อมตัว"
1. จากลูกชายผู้อพยพสู่การเป็นนักเตะที่ไม่มีใครต้องการ
ก็องเต้ เกิดที่กรุงปารีสในปี 1991 ในครอบครัวชาวมาลีที่อพยพมาแสวงหาโอกาสในฝรั่งเศส ชีวิตวัยเด็กของเขาไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เขาเคยช่วยพ่อเก็บขยะเพื่อนำไปรีไซเคิลเพื่อหาเงินประทังชีวิต ครอบครัวของเขาปลูกฝังเรื่องการทำงานหนักและความเจียมตัว ซึ่งกลายเป็นรากฐานสำคัญในบุคลิกของเขาจนถึงปัจจุบัน
เขาเริ่มต้นเส้นทางลูกหนังกับสโมสรเล็กๆ อย่าง เจเอส ซูแรน (JS Suresnes) แม้จะเห็นได้ชัดว่าเขามีทักษะและการอ่านเกมที่ยอดเยี่ยม แต่สโมสรยักษ์ใหญ่หลายแห่งในฝรั่งเศสกลับปฏิเสธที่จะเซ็นสัญญากับเขา เพียงเพราะเขามีส่วนสูงเพียง 168 เซนติเมตร ซึ่งถือว่า "ตัวเล็กเกินไป" สำหรับตำแหน่งกองกลางตัวรับในยุคนั้น
2. เส้นทางนักสู้: จากลีกเดอสู่การแจ้งเกิดในลีกเอิง
ความล้มเหลวในช่วงแรกไม่ได้ทำให้เขาท้อถอย ก็องเต้ในวัย 19 ปี ย้ายไปร่วมทีม บูลอญ (Boulogne) ในลีกระดับล่างของฝรั่งเศส เขาทำงานหนักกว่าทุกคนในสนาม วิ่งมากกว่าทุกคน และแย่งบอลได้มากกว่าทุกคน จนกระทั่งในปี 2013 เขาได้ย้ายไปอยู่กับ ก็อง (Caen) ในระดับ ลีกเดอ (Ligue 2)
ที่เมืองก็องนี่เองที่พรสวรรค์ของเขาเริ่มเบ่งบาน เขาช่วยทีมเลื่อนชั้นสู่ ลีกเอิง (Ligue 1) ได้สำเร็จ และเพียงปีแรกในลีกสูงสุด เขาก็สร้างสถิติ "แย่งบอลได้มากที่สุดในยุโรป" สไตล์การเล่นที่กัดไม่ปล่อยเหมือน "ปลิง" และความอึดราวกับปอดเหล็ก เริ่มทำให้แมวมองทั่วโลกต้องหันมามองนักเตะร่างเล็กคนนี้
3. เทพนิยายเลสเตอร์ ซิตี้: 5,000 ต่อ 1 ที่เป็นจริง
หน้าร้อนปี 2015 เลสเตอร์ ซิตี้ (Leicester City) ทีมที่เกือบจะตกชั้นในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลก่อนหน้า จ่ายเงินเพียง 5.6 ล้านปอนด์เพื่อดึงตัวก็องเต้มาร่วมทีม ในเวลานั้นแฟนบอลหลายคนตั้งคำถามว่า "เขาคือใคร?" แต่เพียงไม่นานเขาก็พิสูจน์ให้เห็นว่าเขาคือ "ดีลที่คุ้มค่าที่สุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก"
ภายใต้การคุมทีมของ เคลาดิโอ รานิเอรี่ เลสเตอร์สร้างปาฏิหาริย์คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ ทั้งที่มีอัตราต่อรองเพียง 5,000 ต่อ 1 ก็องเต้กลายเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ เจมี่ วาร์ดี้ และ ริยาด มาห์เรซ เล่นเกมรุกได้อย่างเต็มที่ เพราะพวกเขารู้ว่าถ้าเสียบอล "ก็องเต้จะไปเอาคืนมาให้"
สถิติ 175 การตัดบอล (Interceptions) ในฤดูกาลเดียวกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ จนมีคำกล่าวติดตลกที่เป็นตำนานว่า "โลกเรามีน้ำปกคลุมอยู่ 70% ส่วนพื้นที่ที่เหลือปกคลุมโดย เอ็นโกโล่ ก็องเต้"
4. กวาดความสำเร็จกับเชลซีและการคว้าแชมป์โลก
หลังจากคว้าแชมป์กับเลสเตอร์ เขาย้ายสู่ เชลซี (Chelsea) ในปี 2016 และสร้างประวัติศาสตร์เป็นนักเตะคนแรกที่คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 2 ปีติดต่อกันกับ 2 สโมสรที่ต่างกัน เขาได้รับรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของ พีเอฟเอ (PFA) และเป็นฟันเฟืองที่ขาดไม่ได้ในระบบของ อันโตนิโอ คอนเต้
ความยิ่งใหญ่ของเขายังต่อเนื่องไปถึงระดับชาติ ในฟุตบอลโลก 2018 ที่รัสเซีย ก็องเต้คือ "ฮีโร่ผู้อยู่เบื้องหลัง" ของทีมชาติฝรั่งเศส เขาทำหน้าที่เก็บกวาดทุกอย่างเพื่อให้ ปอล ป็อกบา และ คีลิยัน เอ็มบัปเป้ ร่ายเวทมนตร์ในเกมรุก แม้ในนัดชิงชนะเลิศเขาจะมีอาการป่วยจนต้องถูกเปลี่ยนตัวออก แต่เพื่อนร่วมทีมทุกคนต่างร้องเพลงสรรเสริญเขาในช่วงฉลองแชมป์ เพราะรู้ดีว่าถ้าไม่มีก็องเต้ ฝรั่งเศสคงไม่มีดาวดวงที่สองบนหน้าอกเสื้อ
5. เจ้ายุโรปกับเชลซีและการก้าวข้ามขีดจำกัด
จุดสูงสุดในระดับสโมสรของเขาเกิดขึ้นในฤดูกาล 2020-21 ภายใต้การคุมทีมของ โธมัส ทูเคิ่ล ก็องเต้ไม่ได้เป็นแค่ตัวตัดเกมอีกต่อไป เขาพัฒนาทักษะการพาบอลขึ้นหน้า (Ball Progression) และการจ่ายบอลทำทาง ในรอบรองชนะเลิศและนัดชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก พบกับเรอัล มาดริด และแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เขาได้รับรางวัล "แมน ออฟ เดอะ แมตช์" ติดต่อกันอย่างน่าเหลือเชื่อ
เขาวิ่งไปทั่วสนามจนดูเหมือนมีก็องเต้ 2 คนในสนามพร้อมกัน ชัยชนะเหนือแมนฯ ซิตี้ 1-0 ในนัดชิงชนะเลิศ ทำให้เขากลายเป็นเต็งหนึ่งรางวัล บัลลงดอร์ (Ballon d'Or) ในปีนั้น แม้ท้ายที่สุดเขาจะไม่ได้รับรางวัล แต่มันพิสูจน์แล้วว่ากองกลางตัวรับก็สามารถเป็นนักเตะที่เก่งที่สุดในโลกได้
6. สไตล์การเล่น: ทำไมเขาถึง "เหนือ" กว่าคนอื่น?
-
การอ่านเกม (Anticipation): ก็องเต้ไม่ได้วิ่งมั่วซั่ว แต่เขา "คาดการณ์" ทิศทางบอลได้ล่วงหน้าเหมือนมีเรดาร์
-
ความฟิตระดับปอดเหล็ก: เขาสามารถวิ่งระยะทาง 12 กิโลเมตรต่อเกมด้วยความเข้มข้นสูงตลอด 90 นาที
-
การแท็กเกิลที่ใสสะอาด: เขาขึ้นชื่อเรื่องการแย่งบอลโดยไม่ทำฟาวล์ ใช้จังหวะการแหย่เท้าที่แม่นยำมากกว่าการเข้าประทะรุนแรง
-
การเปลี่ยนจากรับเป็นรุก: เมื่อแย่งบอลได้ เขาจะจ่ายบอลออกไปในจุดที่ได้เปรียบเสมอ
7. ชายผู้ขับรถ มินิ คูเปอร์ และรอยยิ้มที่ครองใจคนทั้งโลก
สิ่งที่ทำให้ก็องเต้เป็นที่รักมากที่สุดไม่ใช่แค่ฝีเท้า แต่คือตัวตนของเขา:
-
ความติดดิน: ในขณะที่เพื่อนร่วมทีมขับรถซูเปอร์คาร์ กองเต้ขับ มินิ คูเปอร์ (Mini Cooper) มือสองเป็นเวลาหลายปี แม้รถจะบุบเขาก็ยังขับมันมาซ้อม
-
ความขี้อาย: หลังคว้าแชมป์โลก เขาขี้อายเกินกว่าจะขอเพื่อนร่วมทีมชูถ้วยแชมป์ จนเพื่อนๆ ต้องเป็นคนเอามาใส่มือให้เขาเอง
-
ความใจดี: มีเรื่องเล่าว่าเขาเคยไปนั่งกินข้าวและเล่นเกม FIFA ที่บ้านของแฟนบอลแปลกหน้า หลังจากที่เขาพลาดรถไฟกลับบ้าน
8. บทสรุป: มรดกของ เอ็นโกโล่ ก็องเต้
ปัจจุบันแม้ก็องเต้จะย้ายไปหาความท้าทายใหม่ที่ประเทศซาอุดีอาระเบียกับสโมสร อัล อิตติฮัด (Al-Ittihad) แต่มรดกที่เขาทิ้งไว้ในยุโรปนั้นยิ่งใหญ่เกินบรรยาย เขาพิสูจน์ให้เด็กตัวเล็กๆ ทั่วโลกเห็นว่า คุณไม่ต้องสูงใหญ่ คุณไม่ต้องมีรอยสักเต็มตัว และคุณไม่ต้องตะโกนด่าใครเพื่อให้คนเคารพ
แค่ทำงานหนักให้มากกว่าคนอื่น มีวินัย และรักษารอยยิ้มที่จริงใจไว้ คุณก็สามารถเป็นแชมป์โลกและเป็นที่รักของคนทั้งโลกได้เหมือนกับ เอ็นโกโล่ ก็องเต้